ประวัติ แครี่ ฟิชเชอร์ แห่ง สตาร์ วอร์

    วงการภาพยนตร์ได้สูญเสียนักแสดงมากฝีมืออย่าง  แครี่ ฟิชเชอร์ นักแสดงในบทบาทภาพยนตร์สงครามอวกาศสุดโด่งดัง สตาร์วอร์ ในบทของ เจ้าหญิงเลอา นับว่าเป็นข่าวที่ช็อควงการภาพยนตร์อย่างมากรวมถึงแฟนคลับของเธอที่ติดตามผลงานชุด สตาร์วอร์ มายาวนาน ในบทความนี้เราของนำบทความประวัติส่วนตัวของ แครี่ ฟิชเชอร์ มาให้ผู้ชมทราบกันครับ

  แครี่ ฟิชเชอร์ เกิดเมื่อวันที่ 21  ตุลาคม 1959 เธอเป็นลูกสาวของ เด็บบี้ ฟิชเชอร์ นักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดังและ เอ็ดดี้ฟิชเชอร์ นักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุค 50-60 พวกเขาก็แยกทางกันเมื่อ แครี่ อายุเพียง 2 ขวบ ด้วยความที่พ่อแม่ของเธอเป็นคนดังในวงการ เธอจึงเติบโตท่ามกลางความสนใจของสื่อและคลุกคลีกับวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุยังน้อย

แครี่ เริ่มมีบทบาทการแสดงตั้งแต่อายุ 15 ปี จากการแสดงบทละครเวทีเรื่อง Irinและการแสดงเป็นตัวประกอบในภาพยนตร์หลายเรื่องหลังจากนั้น จนกระทั่งในปี 1976 แครี่ได้เข้าออร์ดิชั่นในบทบาท เจ้าหญิงเลอา ในภาพยนตร์เรื่อง Star War : A New Hope ที่ออกฉายในปี 1977 ด้วยบทบาทนี้ทำให้เธอมีชื่อเสียงโด่งดังมาก คู่กับ แฮริสัน ฟอร์ด นอกจากนี้เธอยังรับบท เจ้าหญิงเลอา ในภาคต่อของ Star War อย่าง The Empire Strikes Back (1980), Return of the Jedi (1983), The Force Awakens (2015) ซึ่งทั้งหมดเธอยังแสดงร่วมกับนักแสดงชุดเดิม อย่าง แฮริสัน ฟอร์ด และ มาร์ค ฮาร์มิล นอกจากนั้นเธอยงได้รับบทบาทการแสดงซีรี่ย์และภาพยนตร์เรื่องอื่นๆอีก เช่น Scream 3 (2000), Sorority Row (2009), The Big Bang Theory (2014) และอีกหลายเรื่อง

ในวันที่ 23 ธันวาคม 2016แคร์รี่เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวขณะโดยสารบนเครื่องบิน เธอหยุดหายใจไปนานกว่า 10 นาที แต่ได้รับการปั๊มหัวใจกู้ชีพขึ้นมาได้ หลังจากที่เข้ารับการรักษาตัวในห้องไอซียูมาเป็นเวลาหลายวัน แพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตเธอไว้ได้อีกต่อไป แคร์รี่จากไปอย่างสงบในวันที่ 27 ธันวาคม 2016 และถึงแม้ว่าเธอจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับแล้ว แต่เธอจะยังอยู่ในใจของแฟนภาพยนตร์ทั่วโลกและจะเป็นที่นึกถึงตลอดไป

รางวัลออสการ์ เกรียติยศแห่งคนบันเทิง

    รางวัลออสการ์เป็นงานรางวัลทางภาพยนตร์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จัดโดยสถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ รางวัลออสการ์เริ่มจัดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1929 โดยในปี ค.ศ. 2014 จะเป็น งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 86 และจะจัดขึ้นในวันที่ 2 มีนาคม ที่ ดอลบี้เธียเตอร์ ใน ฮอลลีวูด ออสการ์เป็นรางวัลใหญ่ที่สุดของวงการภาพยนตร์ ซึ่งมีภาพยนตร์เพียง 3 เรื่องที่ได้รางวัลออสการ์มากที่สุดถึง 11 รางวัล ดังนี้

Ben Her (1959) เนื้อเรื่องและฉากต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 11 รางวัลรวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในปี 1959 และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์

Titanic (1997) ภาพยนตร์กำกับโดย เจมส์ คาเมรอน เรื่องราวความรักต่างชนชั้นโดยการนำเหตุการณ์เรือสำราญ RMS TITANIC จมมาผูกเรื่องของด้วยกัน ทำให้เรื่องนี้ทำรายสูงเป็นอันดับหนึ่งทั่วโลกถึง 11 ปี นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลออสการ์ 11 รางวัล รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่หนังพลาดรางวัลแสดงนำยอดเยี่ยม Titanic ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากและฉากที่ติดตาหลายคน รวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ที่โด่งดังจนถึงทุกวันนี้

The Lord of the Rings: The Return of the King (2003) กำกับโดย ปีเตอร์แจ็คสัน หนังไตรภาคสุดท้ายที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้ชม และการสร้างที่ยาวนานกว่า 8 ปี ส่งผลให้ The Lord of the Rings: The Return of the Kingกลายเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีที่ทำรายได้สูงถึง 1 พันล้านดอล์ลาห์สหรัฐ นอกจากนี้ยังสามารถคว้ารางวัลสูงถึง 11 รางวัลรวมถึง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีเรื่องเดียวในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานี้ได้

ส่องหนังสุดหักมุมของ เอ็ม.ไนท์ ไชยามาลาน

   ผู้กำกับชาวอินเดียผู้นี้เคยสร้างหนังที่ทำให้ผู้ชมอึ้งมาแล้วหลายเรื่อง ทุกเรื่องล้วนแล้วหักมุมจนเราแทบเดาตอนจบไม่ออกเลย นี้คือหนังของผู้กำกับผู้นี้ที่ถ่ายทอดเรื่องราวสุดหักมุมให้ผู้ชมให้อึ้งกันถ้วนหน้ามาแล้ว

The sixth sense (1999) หนังที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในตอนจบที่ทำให้คนดูทึ้งจนคิดว่า อย่างงี้ก็ได้หรอ เรื่องราวของจิตแพทย์คนหนึ่ง ที่ได้รับหน้าที่รักษา เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เค้าอ้างว่าเห็นวิญญาณของคนตาย เมื่อสืบหาคำตอบเรื่อยๆเค้ายิ่งพบกับบทสรุปที่คาดไม่ถึง หนังเรื่องได้รับคำวิจารณ์ที่ดีมากและทำรายได้ทั่วโลกกว่า 627 ล้านเหรียญจากทุนสร้างเพียง 40 ล้านเหรียญ และประโยคสุดคลาสสิคของเรื่อง “I See Dead People”

Unbreakable (2000) อีกเรื่องที่ต้องจบหักมุมถึง 2 ฉาก เรื่องราวของ เดวิด ดันน์ รอดชีวิตจากอุบัติเหตุรถไฟชน เขาเป็นเพียงผู้รอดชีวิตคนเดียวไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนใดๆ เขาได้พบกับชายพิการผู้คลั่งไคล้หนังสือซุปเปอร์ฮีโร่อย่างมาก และสนใจในตัว เดวิด อย่างมากเขาพูดถึงสาเหตุว่าทำไมถึงไม่มีรอยขีดข่วนเลย…จนนำไปสู่คำตอบที่คาดไม่ถึง

The Village (2004) หนังพีเรียดย้อนยุค ที่มีความลึกลับซ่อนอยู่ เรื่องราวของหมู่บ้านแห่งหนึ่งรายล้อมด้วยป่าที่เชื่อว่ามีสัตว์ประหลาดแฝงตัวอยู่ หนังดูเหมือนจะเป็นหนังพีเรียดธรรมดาที่มีความลึกลับแต่พอเนื้อเรื่องดำเนินจนถึงฉากท้าย เราจะพบกับคำตอบที่บอกเลยว่า เฮ้ย…พี่เล่นแบบนี้เลยหรอ

นี้คือหนัง 3 เรื่องของผู้กำกับ เอ็ม.ไนท์ ไชยามาลานที่ถูกกล่าวขานถึงเนื้อเรื่องที่หักมุมแบบสุดๆ และกลายเป็นต้นแบบของหนึ่งสยองหักมุมเรื่องอื่นๆมากมาย

My mad fat diaryซีรี่ย์วัยรุ่นที่ควรชม

   หากเรากำลังดูซีรี่ย์ที่มีแต่ฉากติดเรท หรือเนื้อเรื่องที่ตึงเครียดลองหันมาดูซีรี่ย์แนววัยรุ่นดูบ้าง ซึ่งซีรี่ย์เรื่อง my mad fat diary ซีรี่ย์สัญชาติอังกฤษ ธีมปี 90 ว่าด้วย เรื่องราวของ “เรย์เอิร์ล”เด็กหญิงที่ทั้งอ้วนและไม่สวย ปัญหาสำคัญก็คือเธอไม่ชอบตัวเองเลย จนกระทั่งมีอยู่วันนึงที่เรทำร้ายตัวเองจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทางจิตเวช เป็นเวลา 4 เดือนที่ได้บำบัดจิต เรย์ ได้ออกมาเผชิญหน้าโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งยากเกินจะรับได้

เริ่มแรก เรย์ ได้ออกมาอยู่กับแม่ของเธอและสามีใหม่ของแม่ ซึ่งตัวเรย์ เองก็มักจะมีปัญหากับแม่เสมอจนบางครั้งเธออยากจะออกไปจากโลกแห่งความเป็นจริง เรย์ได้พบกับ โคลอี้ เพื่อนรักเพียงคนเดียวในวัยเด็กซึ่งทั้งสวย และเป็นดาวเด่นของโรงเรียน มันยิ่งทำให้เรย์ดูเหมือนเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นๆ เรย์ มักจะปรับทุกข์กับ อิสซี่ เพื่อนร่วมโรงพยาบาล อิสซี่ มักเตือนเรย์เสมอว่า เราต้องเผชิญกับโลกแห่งความจริง จงเดินหน้าสู้กับมัน

My mad fat diary มีเพียง 3 ซีซั่น ซึ่งแต่ละซีซั่นมีเพียง 6 -7 ตอนเท่านั้น เราจะได้เห็นการพัฒนาของตัวละครต่างๆในแต่ละซีซั่น แง่คิดในการใช้ชีวิต ความมั่นใจในตัวเอง บอกเล่าผ่านตัวละคร เรย์ ซึ่งตัวเธอเอง ไม่มั่นใจในตัวเองและมักเกลียดตัวเองเสมอซึ่งตัว เรย์ เองต้องผ่านมันไปและยอมรับต่อโลกแห่งความพร้อมที่ก้าวต่อไป นอกจากนี้ในตัวซีรี่ย์เองยังให้แง่คิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของครอบครัว มิตรภาพของเพื่อนแท้ รวมถึงการก้าวออกมาใช้ชีวิตให้มีความสุขกับมัน

 

แนะนำซีรี่ย์ 18+ สุดติดเรท

ซีรี่ย์ฝรั่งในปัจจุบันมีการแข่งขันกันมาก ช่องเคเบื้ลต่างพากันขนซีรี่ย์เด็ดๆดังๆ ออกมาให้ผู้ชม บางเรื่องโด่งดังมากจนมี ซีซั่น ตามมาหลายซีซั่น จุดเด่นของซีรี่ย์ฝรั่งก็คือ เนื้อเรื่องที่เน้นความสมจริง บทที่มักมีการหักมุมจนคนดูต้องอึ้ง นั้นอาจรวมไปถึงฉากรุนแรงต่างๆ และฉากติดเรทที่เด็กไม่รับชม นี้คือซีรี่ย์เด็ดที่จัดเต็มฉากติดเรท ฉากรุนแรง

-Game of Thrones ซีรี่ย์แฟนตาซี ฉากซีจีเยี่ยม เนื้อหาเชือดเฉือนอารมณ์สุดฤทธิ์ แม้ว่าจะเป็นซีรี่ย์แฟนตาซีแต่ก็ไม่เหมาะสำหรับเด็ก เนื่องจากเนื้อหาของเรื่องนั้นคือ การเมือง ฉากโป๊เปลือยที่เห็นทุกส่วนของร่างกาย รวมไปถึงฉากรุนแรงที่เกี่ยวกับเด็ก

– American Horror Story Season 5 เป็นซีซั่นที่มีฉากติดเรทมากที่สุด ด้วยเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่และการนำคดีดังของอเมริกามาใส่เข้ากับซีรี่ย์ ทำให้ American Horror Story มีความน่าสนใจมากขึ้น ในซีซั่น 5 เราได้เห็นการแสดงของ เลดี้กาก้า กับบทโป๊เปลือย ฉากร่วมเพศ รวมถึงฉากรุนแรงเลือดสาดหลายฉากของซีซั่นนี้

– TRUE BLOODเรื่องราวความรักของสาวเสริฟ์ผู้มีความสามารถพิเศษในการอ่านใจคน กับแวมไพร์หนุ่ม ซึ่งเธอได้ช่วยเหลือจากการถูกทำร้ายก่อเกิดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและการตามล่าของมนุษย์หมาป่า เรื่องนี้จัดเต็มทั้ง แวมไพร์ หมาป่า แม่มด ปีศาจ นางฟ้า ดูเหมือนจะเป็นซีรี่ย์ โรแมนติก- แฟนตาซีแต่อดุมด้วยฉากโป๊เปลือย และ ฉากโหดเลือดท่วมจอรวมถึงฉากร่วมเพศระหว่าง ชาย-ชาย

– ORANGE IS THE NEW BLACKซีรี่ย์แนวดราม่า– คอมมาดี้ กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคุกหญิง แม้จะเป็นแนวคอมมาดี้ แต่ก็เป็นแนวจิกกัดตลกร้าย เสียดสีสังคมอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงฉากโป๊เปลือยของหญิงสาว การร่วมเพศระหว่างผู้หญิง รวมถึงการเสพยาเสพติด

 

รีวิว :Resident Evil The Final Chapter

    เข้าฉายไปแล้วกับหนังซอมบี้ภาคต่อสุดมันส์ ที่รอคอยของแฟนหนังกว่า 4 ปี หลังจากที่เลื่อนถ่ายทำเกือบ 2 ปี กลับมาครั้งนี้เป็นการปิดตำนานหนังซอมบี้ ที่เดินทางมาถึงภาคที่ 6

Resident Evil  ดัดแปลงจากเกมสยองขวัญชื่อดัง Biohazard พัฒนาโดยบริษัท Capcom ในปี 1996 ภาคแรกวางจำหน่ายในเครื่อง PlayStation 1 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยเนื้อเรื่องที่มีการไขปริศนาและความสยองขวัญของซอมบี้ หลังจากนั้นก็มีการผลิตภาคต่อออกมาถึง 5 ภาค ซึ่งภาคหลังจะเน้นไปทางแอ็คชั่นซะส่วนใหญ่ ต่อมา Impact Pictures ได้ซื้อลิขสิทธิ์สร้างเป็นภาพยนตร์ฉายในปี 2002 และทำรับการตอบรับที่ดีมากและได้มีการเพิ่มตัวละครหลักคือ อลิส

เรื่องราว ของResident Evil The Final Chapterหลังจากภาคที่ 5เมื่ออลิซถูกเวสเกอร์ทรยศที่กรุงวอชิงตัน หลังจากฟื้นขึ้นมาพบว่าเธอคือผู้รอดชีวิตคนเดียว ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เธอต้องเดินทางไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งนั้นคือ แรคคูน ซิตี้

การดำเนินเรื่องในภาคนี้ ดำเนินไปเร็วมากและฉากแอคชั่นที่ยิงกันมันส์สะใจตลอดทั้งเรื่องซึ่งแทบจะไม่มีช่วงเนือยเลย แต่การตัดฉากสลับไปมา ไม่รู้ว่าทีมตัดต่อจะรีบไปไหน การกระจายบทตัวละครยังไม่ดีเท่าที่ควร เหมือนผู้กำกับจะเน้นที่ตัวอลิซมากกว่าบทอื่นๆ ในช่วงท้ายเรื่องดูรีบตัดเนื้อเรื่องเร็วเกินไป โดยเฉพาะตอนจบ….ที่คิดว่าเป็นภาคสุดท้ายที่ควรจะมีบทและจุดที่พีคกว่านี้

โดยรวมแล้ว Resident Evil The Final Chapter เป็นหนังแอคชั่น ยิงแหลกทุก 2 นาที มีฉากให้ตกใจบ้างเล็กน้อย เหมาะกับการดูเพื่อความบันเทิงครับ