Author: adminsforit

Maze Runner: The Death Cure ไตรภาคสุดท้ายเตรียมฉายต้นปี 2018

สิ้นสุดการรอคอยเมื่อทางสตูดิโอ 20th Fox ได้ปล่อยตัวอย่างหนังไตรภาคสุดท้ายของ Maze Runner ในชื่อตอนว่า The Death Cure หรือในชื่อไทย วงกตมฤตยู : ไข้มรณะ ซึ่งเดิมทีหนังเรื่องนี้มีคิวฉายในเดือนมีนาคมปี 2017 ทว่าในปี 2016 ระหว่างการถ่ายทำนักแสดงนำอย่าง ดีแลน โอ’ไบรอัน เกิดอุบัติเหตุกลางกองถ่ายขณะถ่ายทำจนต้องพักรักษาตัวนานกว่า 6 เดือน ซึ่งภาพยนตร์ต้องเลื่อนการถ่ายทำออกไปรวมถึงเลื่อนวันฉายด้วย ล่าสุดแฟนๆก็ได้ชมกับตัวอย่างแรกไปแล้ว ซึ่งในตัวอย่างถือว่าเป็นการปิดไตรภาคของ วงกตมฤตยู จากหนังสือเล่มสุดท้ายของชุด Maze Runner ของ เจมส์ แดชเนอร์ โดยภาคที่ 3 จะเป็นผลงานกำกับของ เวส บอล นอกจากปล่อยตัวอย่างแรกแล้ว ยังมีการปล่อยภาพแรกของภาพยนตร์ออกมาให้ชมกันด้วย

สำหรับ Maze Runner: The Death Cure วงกตมฤตยู : ไข้มรณะ เป็นเรื่องราวดำเนินต่อจากภาคที่ 2 หลังจากที่กลุ่มโทมัสรอดพ้นจากการโจมตีของ W.C.K.D และเขาต้องกลับไปยังจุดๆเดิมอีกครั้งนั้นคือวงกต แต่มันเป็นวงกตของเมืองในตำนานแห่งสุดท้ายที่ท้าทายพวกเขาอย่างมาก เพื่อต้องไขคำตอบของจุดเริ่มต้นของไข้มรณะ โดยวงกตแห่งนี้เป็นวงกตที่อันตรายที่สุดเท่าที่เคยมีมานอกจากนั้นโทมัสและเพื่อนๆ ต้องฝ่าเข้าไปใน W.C.K.D เพื่อทำลายองค์กรที่ชั่วร้ายและเห็นแก่ตัว

Maze Runner: The Death Cure นำแสดงโดย ดีแลน โอ’ไบรอัน , โทมัส โบรดี้ แซงสเตอร์, โรซา ซาลาซาร์ , คี ฮง ลี และเด็กซ์เตอร์ ดาร์เดน โดยมีคิวฉายในไทยวันที่ 25 มกราคม 2561

วอร์คราฟต์

WarCraft จาก Blizzard ก็ได้กำหนดฉายอย่างเป็นทางการเสียที ในเดือนกรกฎาคม 2016 ปีหน้า โดยนอกจากภาพใหม่ๆของเหล่าตัวละครนำที่มีให้อัพเดตกันทีละนิดละหน่อย เรื่อยๆตลอดมา ในขณะนี้ตัวอย่างภาพยนตร์สุดอลังการงาน CG เนี้ยบๆ ที่มาพร้อมฉากการต่อสู้น่าตื่นเต้นเร้าใจก็ถูกปล่อยออกมาแล้วเช่นกัน แน่นอนว่าหลังจากโปรยทั้งแบบภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวมาขนาดนี้ ย่อมสร้างกระแสความสนใจจากเหล่าผู้ชม ทั้งคอเกมดั้งเดิมและผู้ชมทั่วไปได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว สำหรับเรื่องราวว่าด้วยการเผชิญหน้าของสองอารยธรรมอันแตกต่าง ระหว่างฝ่ายพันธมิตรและอนารยชน เมื่อ เผ่าพันธุ์ออร์ค ผู้รักสันติและวิถีธรรมชาติ ถูกล่อลวงหวังใช้ประโยชน์จาก Sargeras จอมปีศาจผู้หวังทำลายล้างเผ่าพันธุ์ที่ขัดขืนต่อการครอบงำจากพลังชั่วร้ายอย่าง เผ่าพันธุ์มนุษย์ใน Azeroth ที่แฝงไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์จากทวยเทพ การปะทะของกองทัพ The Horde กับ Azeroth จึงเริ่มขึ้น ฝ่ายมนุษย์ก็ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ขณะที่ฝ่ายออร์คก็ต้องฟาดฟัน เพื่อหนีพ้นจากการกดขี่แต่ไม่ว่าจุดจบของเรื่องราวในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร บอกได้อย่างเดียวว่า นี่อาจเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปแต่ที่แน่ๆ แค่ตัวอย่างแรกที่ปล่อยออกมาสั้นๆ เพียง 16 วินาที ก็อาจทำเอาใครหลายคนเผลอหลุดเข้าไปในโลกของ Warcraft ได้อย่างง่ายๆ เพราะไม่ว่าจะบรรยากาศบ้านเมือง หรือฉากการปะทะกันของทั้งสองเผ่าพันธุ์ ก็เรียกได้ว่า น่าตื้นเต้น ถึงรสถึงขิงจนอาจทำเอาใครหลายคนอดใจรอแทบไม่ไหวกันได้

ลือ แมต์ เดมอน อาจร่วมแสดงใน Fast 9

Fast and Furious 8 ที่ออกฉายเมื่อช่วงกลางเดือนเมษายน 2017 ที่ผ่านมาก็สามารถทำรายได้สูงมากทั่วโลก ถือว่าเป็นภาพยนตร์ภาคต่อที่คนทั้งโลกรอคอยมากที่สุด แม้ว่าภาค 8 จะยังไม่ออกจากผังโรงภาพยนตร์ แต่ทางทีมผู้สร้างก็เผยไว้แล้วว่าภาคที่ 9 ของแฟนไชส์รถแข่งสุดมันส์จะตามมาอย่างแน่นอนทั้งนี้ก็มีข่าวลือว่า นักแสดงรางวัลออสการ์อย่าง แมต เดมอน อาจร่วมแสดงในภาคที่ 9 หลังจากที่ภาค 8 ดังนักแสดงมากฝีมืออย่าง ชารีส เธอร์รอน มาร่วมแสดง ทั้งนี้มีการเผยโปสเตอร์ของ Fast and Furious 9 ซึ่งในโปสเตอร์นั้นเผยภาพของนักแสดงอย่าง แมต เดมอน ในโปสเตอร์ซึ่งทำให้แฟนๆคาดว่าเขาอาจจะมาร่วมงานในภาคที่ 9 ก็ได้

โดยโปสเตอร์ดังกล่าวถูกเผยออกมาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2017 ที่ผ่านมาซึ่งดูเหมือนว่าจะคล้ายเป็นการโปรโมทภาพยนตร์ภาคที่ 9 ซึ่งในโปสเตอร์เผยภาพ แมต เดมอน ออกมาด้วย อย่างไรก็ตามทางสูตูดิโอผู้สร้างออกมาเผยแล้วว่าโปสเตอร์ดังกล่าวนั้นเป็นเพียงโปสเตอร์แฟนอาร์ตทำขึ้นเท่านั้นซึ่งโปสเตอร์ดังกล่าวผู้อัพได้ลบภาพออกไปแล้ว ทั้งนี้โปสเตอร์แฟนอาร์ตของ Fast and Furious เคยทำขึ้นมาแล้วในการสร้างภาคที่ 5 ซึ่งมีนักแสดงอย่าง วิล สมิทเดนเซล วอชิงตัน อยู่ในรายชื่อด้วย ซึ่งเมื่อถ่ายทำจริงก็ไม่มีนักแสดงดังกล่าวแต่อย่างใด

สำหรับ Fast and Furious 8 ได้นักแสดงใหม่อย่าง ชาริส เธอร์รอน มารับบทเป็นวายร้ายหญิงคนสำคัญในเรื่องที่ทำให้ครอบครัวของ Fast ต้องเปลี่ยนไป สำหรับ Fast and Furious 9 จะมีกำหนดฉายวันที่ 19 เมษายน 2019 และภาคที่ 10 ฉาย 20 เมษายน 2021

Transformers 5 เผยโฉมหุ่นยนต์ร่วมทีมออโต้บอท

เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่น่าจับตามองมากๆเรื่องหนึ่ง Transformers 5 : The Last Knight ซึ่งมีการปล่อยตัวอย่างหนังออกมายั้วแฟนๆถึง 3 ตัวอย่างแล้วโดยทางผู้กำกับ ไมเคิล เบย์ ได้ออกมาเผยถึงเทคนิคการถ่ายทำที่ใช้กล้อง IMAX ความละเอียดสูงมาใช้ในการถ่ายทำเพื่อให้หนังภาคนี้ออกมาสมบูรณ์แบบกว่าทุกภาคที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาทางผู้กำกับเองก็ปล่อยภาพหุ่นยนต์รุ่นใหม่ออกมาเผยโฉมให้แฟนๆได้เห็นกันแล้ว ซึ่งหุ่นยนต์ดังกล่าวชื่อว่า ฮอต ร็อด ซึ่งในภาพมีนักแสดงสาว วิเวียน เวมบ์ลี่  รับบทเป็น ลอร่า แฮดด็อค ซึ่งดูเหมือนว่าเธอกำลังจะต่อสู่กับเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ ซึ่งมันเป็นรถรุ่น 1963 ของพ่อเธอ

ทางนักแสดงสาวได้เผยว่า รถของพ่อเธอนั้นเป็นรถที่พ่อเธอรักที่สุด เธอไม่สามารถทิ้งมันได้ซึ่งรถคันนี้เปรียบเหมือนตัวแทนของพ่อเธอ ซึ่งเธอเองนั้นก็ดูเหมือนไม่ลงรอยกับพ่อเท่าไหร่ ซึ่งการที่เธอรู้ว่ามันคือหุ่นยนต์ ฮอต ร็อด ซึ่งมันทำให้เธอเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับพ่อ โดย ฮอต ร็อด เองก็เป็นหุ่นยนต์ฝ่ายออโต้บอท และในภาคนี้ถือว่ามีบทบาทมากเพราะร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับ บัมเบิ้ลบี

สำหรับ Transformers 5 : The Last Knight เป็นเรื่องราวของโลกและฝ่ายหุ่นยนต์ที่เข้าสู่ยุคสงครามเต็มรูปแบบซึ่งโลกต้องเผชิญหน้ากับการล่มสลายของเมือง มนุษย์ต่อสู้เพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์ตนเองรวมถึงความลับบางอย่างที่ทำให้ ออพติมัส ไพร์ม ลุกขึ้นมาทรยศต่อพี่น้องตนเอง รวมถึงเรื่องราวความลับในอดีตที่เปิดเผยออกมา ทั้งนี้ เคด เยเกอร์ ต้องร่วมมือกับผู้รอดชีวิตเพื่อปกป้องไม่ให้โลกต้องสูญสิ้น

Netflix รุกตลาดในไทยส่งซีรี่ย์พากย์ไทยเอาใจแฟนซีรี่ย์

Netflix เป็นผู้จัดจำหน่ายและผู้สร้างซีรี่ย์ดังๆออกมากมายซึ่งมีการเปิดให้บริการมาในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งทาง Netflix เองก็มีการรุกตลาดในไทยมากขึ้นด้วย และยิ่งไปกว่านั้นถือว่าเป็นการเอาใจแฟนซีรี่ย์ชาวไทยที่อยากชมซีรี่ย์คุณภาพในรูปแบบเสียงภาษาไทย ซึ่ง Netflix Thailand เองก็ไม่ปล่อยให้แฟนๆรอนานโดยการจ้างทีมพากย์เสียงไทยเอาใจแฟนซีรี่ย์ ซึ่งทั้งนี้ก็มีซีรี่ย์ดังๆที่ตอนนี้มีพากย์ไทยแล้วอาทิ

Netflix Original : Luke Cage เป็นซีรี่ย์อีกเรื่องที่แฟนติดกันมากโดยทาง Netflix เองก็มีเสียงภาษาไทยให้ชมกันแล้วสำหรับซีรี่ย์ชุด Luke Cage เรื่องราวของมนุษย์ทดลองชื่อว่า Luke Cage ที่หนีออกมาจากคุกทดลองที่จับเขามาเป็นมนุษย์ทดลองซึ่งเขาเองก็ต้องต่อสู้เพื่ออิสรภาพของตัวเขา

iZombie Season 1 ทาง Netflix เองนำเสียงไทยฉบับสมบูรณ์มาลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งความสนุกของซีรี่ย์แนวสืบสวนสอบสวน อีกทั้งแหวกแนวซอมบี้ไปเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่เสียงไทยตอนนี้มีแค่ซีซั่น 1 เท่านั้น

Crazy Ex-Girlfriend ซีรี่ย์แนวคอมมาดี้ มิวสิคเคิล จาก CW ที่ทาง Netflix เองก็นำเสียงไทยฉบับสมบูรณ์มาใส่ในเว็บด้วยความที่เนื้อเรื่องต้องมีฉากร้องเพลงด้วย ดังนั้นแล้วเสียงเพลงก็เป็นภาษาไทยด้วยและถือว่าพากย์ออกมาได้ไม่เลวทีเดียว

The Crown ซีรี่ย์ดราม่า-ประวัติศาสตร์ ที่มีเสียงไทยแล้วบน Netflix เรื่องราวของเส้นทางชีวิตราชินีอลิเบธที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ โดยเล่าเรื่องอัตชีวประวัติของพระองค์ตั้งแต่ยังเป็นเจ้าหญิง และทรงอภิเษกกับเจ้าชายฟิลิปส์จนถึงเป็นพระราชินี ซึ่งในเส้นทางชีวิตของพระองค์นั้นต้องพบกับเรื่องราวต่างๆมากมาย

A Series of Unfortunate Events ซีรี่ย์แฟนตาซีตลกร้าย

สำหรับซีรี่ย์แฟนตาซีแนวตลกร้ายที่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งอย่าง A Series of Unfortunate Events ซึ่งสร้างโดย Netflix ผู้สร้างและจัดจำหน่ายซีรี่ย์รายใหญ่ทางฝั่งอเมริกา ซึ่งเป็นการนำเอาหนังสือวรรณกรรมเด็กมาสร้างเป็นซีรี่ย์หลังจากก่อนหน้านี้ ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แล้ว A Series of Unfortunate Events ชื่อไทย อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย เป็นวรรณกรรมเยาวชนเขียนโดย เลมานี่ สนิกเก็ต บอกเล่าเรื่องราวของตัวละครซึ่งเป็นพี่น้องตระกูลโบดแลร์ 3 คน ได้แก่ ไวโอเล็ต, เคลาส์ และ ซันนี่ ซึ่งต้องสูญเสียพ่อแม่จากเหตุไฟไหม้ปริศนาที่บ้านพวกเขา ซึ่ง 3 พี่น้องได้รับคำแนะนำจาก นายธนาคารผู้จัดการพินัยกรรมพวกเขา ชื่อว่า มิสเตอร์โพ โดยพวกเขาต้องไปอยู่กับญาติห่างๆชื่อว่า เคาต์ โอลาฟ ซึ่งเป็นคนชั่วร้าย เจ้าเล่ห์ และเห็นแก่ตัว โอลาฟ หวังจะยึดมรดกของพี่น้องโบดแลร์มาเป็นของตนให้ได้โดยการกลั่นแกล้ง, ใส่ร้าย , ทำร้ายต่างๆนาๆ แต่พี่น้องโบดแลร์มักจะเอาตัวรอดได้เสมอๆ

A Series of Unfortunate Events มีทั้งหมด 13 เล่ม และนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2004 โดยการนำหนังสือเล่มที่ 1 และ 2 มาสร้าง โดย จิม แคร์รี่ รับบท เคลาต์ โอลาฟ ซึ่งคำวิจารณ์เป็นไปในเชิงบวกและรายได้ค่อนข้างดี ซึ่งในภาพยนตร์นั้นจะเป็นการผสมผสานความเป็นแฟนตาซี, ตลกสนุกสนานดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สำหรับเวอร์ชั่นซีรี่ย์นั้นจัดทำโดย Netflix ออกอากาศเมื่อปี 2016 มีทั้งหมด 8 ตอน ซึ่งสร้างจากหนังสือเล่มที่ 1 – 4 โดยซีซั่น 2 จะออกอากาศอีกครั้งในปี 2017 มีทั้งหมด 8 ตอน

ประวัติ แครี่ ฟิชเชอร์ แห่ง สตาร์ วอร์

    วงการภาพยนตร์ได้สูญเสียนักแสดงมากฝีมืออย่าง  แครี่ ฟิชเชอร์ นักแสดงในบทบาทภาพยนตร์สงครามอวกาศสุดโด่งดัง สตาร์วอร์ ในบทของ เจ้าหญิงเลอา นับว่าเป็นข่าวที่ช็อควงการภาพยนตร์อย่างมากรวมถึงแฟนคลับของเธอที่ติดตามผลงานชุด สตาร์วอร์ มายาวนาน ในบทความนี้เราของนำบทความประวัติส่วนตัวของ แครี่ ฟิชเชอร์ มาให้ผู้ชมทราบกันครับ

  แครี่ ฟิชเชอร์ เกิดเมื่อวันที่ 21  ตุลาคม 1959 เธอเป็นลูกสาวของ เด็บบี้ ฟิชเชอร์ นักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดังและ เอ็ดดี้ฟิชเชอร์ นักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุค 50-60 พวกเขาก็แยกทางกันเมื่อ แครี่ อายุเพียง 2 ขวบ ด้วยความที่พ่อแม่ของเธอเป็นคนดังในวงการ เธอจึงเติบโตท่ามกลางความสนใจของสื่อและคลุกคลีกับวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุยังน้อย

แครี่ เริ่มมีบทบาทการแสดงตั้งแต่อายุ 15 ปี จากการแสดงบทละครเวทีเรื่อง Irinและการแสดงเป็นตัวประกอบในภาพยนตร์หลายเรื่องหลังจากนั้น จนกระทั่งในปี 1976 แครี่ได้เข้าออร์ดิชั่นในบทบาท เจ้าหญิงเลอา ในภาพยนตร์เรื่อง Star War : A New Hope ที่ออกฉายในปี 1977 ด้วยบทบาทนี้ทำให้เธอมีชื่อเสียงโด่งดังมาก คู่กับ แฮริสัน ฟอร์ด นอกจากนี้เธอยังรับบท เจ้าหญิงเลอา ในภาคต่อของ Star War อย่าง The Empire Strikes Back (1980), Return of the Jedi (1983), The Force Awakens (2015) ซึ่งทั้งหมดเธอยังแสดงร่วมกับนักแสดงชุดเดิม อย่าง แฮริสัน ฟอร์ด และ มาร์ค ฮาร์มิล นอกจากนั้นเธอยงได้รับบทบาทการแสดงซีรี่ย์และภาพยนตร์เรื่องอื่นๆอีก เช่น Scream 3 (2000), Sorority Row (2009), The Big Bang Theory (2014) และอีกหลายเรื่อง

ในวันที่ 23 ธันวาคม 2016แคร์รี่เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวขณะโดยสารบนเครื่องบิน เธอหยุดหายใจไปนานกว่า 10 นาที แต่ได้รับการปั๊มหัวใจกู้ชีพขึ้นมาได้ หลังจากที่เข้ารับการรักษาตัวในห้องไอซียูมาเป็นเวลาหลายวัน แพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตเธอไว้ได้อีกต่อไป แคร์รี่จากไปอย่างสงบในวันที่ 27 ธันวาคม 2016 และถึงแม้ว่าเธอจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับแล้ว แต่เธอจะยังอยู่ในใจของแฟนภาพยนตร์ทั่วโลกและจะเป็นที่นึกถึงตลอดไป

รางวัลออสการ์ เกรียติยศแห่งคนบันเทิง

    รางวัลออสการ์เป็นงานรางวัลทางภาพยนตร์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จัดโดยสถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ รางวัลออสการ์เริ่มจัดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1929 โดยในปี ค.ศ. 2014 จะเป็น งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 86 และจะจัดขึ้นในวันที่ 2 มีนาคม ที่ ดอลบี้เธียเตอร์ ใน ฮอลลีวูด ออสการ์เป็นรางวัลใหญ่ที่สุดของวงการภาพยนตร์ ซึ่งมีภาพยนตร์เพียง 3 เรื่องที่ได้รางวัลออสการ์มากที่สุดถึง 11 รางวัล ดังนี้

Ben Her (1959) เนื้อเรื่องและฉากต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 11 รางวัลรวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในปี 1959 และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์

Titanic (1997) ภาพยนตร์กำกับโดย เจมส์ คาเมรอน เรื่องราวความรักต่างชนชั้นโดยการนำเหตุการณ์เรือสำราญ RMS TITANIC จมมาผูกเรื่องของด้วยกัน ทำให้เรื่องนี้ทำรายสูงเป็นอันดับหนึ่งทั่วโลกถึง 11 ปี นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลออสการ์ 11 รางวัล รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่หนังพลาดรางวัลแสดงนำยอดเยี่ยม Titanic ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากและฉากที่ติดตาหลายคน รวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ที่โด่งดังจนถึงทุกวันนี้

The Lord of the Rings: The Return of the King (2003) กำกับโดย ปีเตอร์แจ็คสัน หนังไตรภาคสุดท้ายที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้ชม และการสร้างที่ยาวนานกว่า 8 ปี ส่งผลให้ The Lord of the Rings: The Return of the Kingกลายเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีที่ทำรายได้สูงถึง 1 พันล้านดอล์ลาห์สหรัฐ นอกจากนี้ยังสามารถคว้ารางวัลสูงถึง 11 รางวัลรวมถึง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีเรื่องเดียวในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานี้ได้

ส่องหนังสุดหักมุมของ เอ็ม.ไนท์ ไชยามาลาน

   ผู้กำกับชาวอินเดียผู้นี้เคยสร้างหนังที่ทำให้ผู้ชมอึ้งมาแล้วหลายเรื่อง ทุกเรื่องล้วนแล้วหักมุมจนเราแทบเดาตอนจบไม่ออกเลย นี้คือหนังของผู้กำกับผู้นี้ที่ถ่ายทอดเรื่องราวสุดหักมุมให้ผู้ชมให้อึ้งกันถ้วนหน้ามาแล้ว

The sixth sense (1999) หนังที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในตอนจบที่ทำให้คนดูทึ้งจนคิดว่า อย่างงี้ก็ได้หรอ เรื่องราวของจิตแพทย์คนหนึ่ง ที่ได้รับหน้าที่รักษา เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เค้าอ้างว่าเห็นวิญญาณของคนตาย เมื่อสืบหาคำตอบเรื่อยๆเค้ายิ่งพบกับบทสรุปที่คาดไม่ถึง หนังเรื่องได้รับคำวิจารณ์ที่ดีมากและทำรายได้ทั่วโลกกว่า 627 ล้านเหรียญจากทุนสร้างเพียง 40 ล้านเหรียญ และประโยคสุดคลาสสิคของเรื่อง “I See Dead People”

Unbreakable (2000) อีกเรื่องที่ต้องจบหักมุมถึง 2 ฉาก เรื่องราวของ เดวิด ดันน์ รอดชีวิตจากอุบัติเหตุรถไฟชน เขาเป็นเพียงผู้รอดชีวิตคนเดียวไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนใดๆ เขาได้พบกับชายพิการผู้คลั่งไคล้หนังสือซุปเปอร์ฮีโร่อย่างมาก และสนใจในตัว เดวิด อย่างมากเขาพูดถึงสาเหตุว่าทำไมถึงไม่มีรอยขีดข่วนเลย…จนนำไปสู่คำตอบที่คาดไม่ถึง

The Village (2004) หนังพีเรียดย้อนยุค ที่มีความลึกลับซ่อนอยู่ เรื่องราวของหมู่บ้านแห่งหนึ่งรายล้อมด้วยป่าที่เชื่อว่ามีสัตว์ประหลาดแฝงตัวอยู่ หนังดูเหมือนจะเป็นหนังพีเรียดธรรมดาที่มีความลึกลับแต่พอเนื้อเรื่องดำเนินจนถึงฉากท้าย เราจะพบกับคำตอบที่บอกเลยว่า เฮ้ย…พี่เล่นแบบนี้เลยหรอ

นี้คือหนัง 3 เรื่องของผู้กำกับ เอ็ม.ไนท์ ไชยามาลานที่ถูกกล่าวขานถึงเนื้อเรื่องที่หักมุมแบบสุดๆ และกลายเป็นต้นแบบของหนึ่งสยองหักมุมเรื่องอื่นๆมากมาย

My mad fat diaryซีรี่ย์วัยรุ่นที่ควรชม

   หากเรากำลังดูซีรี่ย์ที่มีแต่ฉากติดเรท หรือเนื้อเรื่องที่ตึงเครียดลองหันมาดูซีรี่ย์แนววัยรุ่นดูบ้าง ซึ่งซีรี่ย์เรื่อง my mad fat diary ซีรี่ย์สัญชาติอังกฤษ ธีมปี 90 ว่าด้วย เรื่องราวของ “เรย์เอิร์ล”เด็กหญิงที่ทั้งอ้วนและไม่สวย ปัญหาสำคัญก็คือเธอไม่ชอบตัวเองเลย จนกระทั่งมีอยู่วันนึงที่เรทำร้ายตัวเองจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทางจิตเวช เป็นเวลา 4 เดือนที่ได้บำบัดจิต เรย์ ได้ออกมาเผชิญหน้าโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งยากเกินจะรับได้

เริ่มแรก เรย์ ได้ออกมาอยู่กับแม่ของเธอและสามีใหม่ของแม่ ซึ่งตัวเรย์ เองก็มักจะมีปัญหากับแม่เสมอจนบางครั้งเธออยากจะออกไปจากโลกแห่งความเป็นจริง เรย์ได้พบกับ โคลอี้ เพื่อนรักเพียงคนเดียวในวัยเด็กซึ่งทั้งสวย และเป็นดาวเด่นของโรงเรียน มันยิ่งทำให้เรย์ดูเหมือนเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นๆ เรย์ มักจะปรับทุกข์กับ อิสซี่ เพื่อนร่วมโรงพยาบาล อิสซี่ มักเตือนเรย์เสมอว่า เราต้องเผชิญกับโลกแห่งความจริง จงเดินหน้าสู้กับมัน

My mad fat diary มีเพียง 3 ซีซั่น ซึ่งแต่ละซีซั่นมีเพียง 6 -7 ตอนเท่านั้น เราจะได้เห็นการพัฒนาของตัวละครต่างๆในแต่ละซีซั่น แง่คิดในการใช้ชีวิต ความมั่นใจในตัวเอง บอกเล่าผ่านตัวละคร เรย์ ซึ่งตัวเธอเอง ไม่มั่นใจในตัวเองและมักเกลียดตัวเองเสมอซึ่งตัว เรย์ เองต้องผ่านมันไปและยอมรับต่อโลกแห่งความพร้อมที่ก้าวต่อไป นอกจากนี้ในตัวซีรี่ย์เองยังให้แง่คิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของครอบครัว มิตรภาพของเพื่อนแท้ รวมถึงการก้าวออกมาใช้ชีวิตให้มีความสุขกับมัน